ยา

7 อันตรายที่เราต้องรู้ จากการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง

7 อันตรายที่เราต้องรู้ จากการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง

ยา
ภาพโดย Arek Socha จาก Pixabay

สวัสดีครับ วันนี้แอดฯมีสาระดีๆเกี่ยวกับ 7การใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง  ที่เราอาจจะยังปฏิบัติอยู่ ยา นั้นหมายถึงสารใดๆ ที่มีฤทธิ์ต่อร่างกายของสิ่งมีชีวิต ซึ่งไม่ใช่อาหาร ใช้ในการป้องกันรักษาหรือบำบัดโรคต่างๆ ในคนและสัตว์ ให้พ้นจากการทรมาน หรือความเจ็บป่วยจากโรคภัยนั้น เรามาดูกันว่า 7 การใช้ยาที่ไม่ถูกต้องมีอะไรบ้างมาดูกัน

บทความดีๆ

การใช้ยาไม่ถูกต้องทั้ง 7 คือ

  1.  การใช้ยาเกินขนาด ประสิทธิภาพของยาจะเกิดขึ้นได้เมื่อปริมาณของการใช้เหมาะสม แต่ปริมาณของยาสูงเกินกว่าระดับที่ให้ผลในการรักษา จะเกิดอันตรายแก่สุขภาพได้มาก อาจทำให้เสียชีวิตได้ เช่น ถ้ากินยานอนหลับเกินขนาดที่แพทย์สั่งอาจเสียชีวิตได้ เป็นต้น
  2. ผลแทรกซ้อนของยาหรือผลข้างเคียง ยาทุกชนิดมีผลข้างเคียง อาจมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ชนิดของยา เช่น ยาแก้ปวดแอสไพริน จะระคายเคืองกระเพาะอาหารจึงต้องกินตอนท้องไม่ว่างและดื่มน้ำตามมากๆ ยาแก้ปวดพวกคลอเฟนิรามีน ทำให้เกิดอาการมึน ซึม ง่วงนอน จึงไม่ควรกินเมื่อต้องขับยวดยาน หรือทำงานเครื่องจักร ยาปฏิชีวนะเตตราไซคลีน ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ถ้าใช้ในเด็กต่ำกว่า 6 ปี จะทำให้ฟันมีสีน้ำตาลอย่างถาวร ยา Steroid  ทำให้เกิดการบวมน้ำ กระดูกผุ ความต้านทานโรคลดลง เป็นต้น
  3. การติดยา การใช้ยาบางชนิด ถ้าใช้ติดต่อกันนานๆ จะทำให้ติดยา ซึ่งมี 2 ลักษณะคือ ติดโดยความเคยชิน เช่น  ยาแก้ปวดบางชนิด เมื่อเลิกใช้จะมีผลทางจิตใจแต่ไม่มีผลทางร่างกาย อีกลักษณะหนึ่ง คือติดเพราะเป็นสิ่งเสพติด หากหยุดการใช้ยานั้นกะทันหันจะเกิดอาการผิดปกติของร่างกาย ทำให้ร่างกายขาดยาชนิดนั้นไม่ได้  เช่น การใช้ยานอนหลับติดต่อกันนานๆ หากเลิกใช้กะทันหันจะมีอาการอยากยา คือ จะมีอาการชักกระตุก จิตใจหงุดหงิด อารมณ์ฉุนเฉียว มีอาการประสาทหลอน เป็นต้น นอกจากนี้การใช้ยาเพราะติดยาทำให้มีการสะสมพิษของยา เพราะได้รับติดต่อกันนานๆ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้

    ยา
    ภาพโดย Steve Buissinne จาก Pixabay
  4. การใช้ยาหลายชนิดพร้อมกัน เมื่อร่างกายได้รับยาหลายชนิดพร้อมกัน ยาเหล่านั้นอาจเกิด ปฏิกิริยาต่อกัน ทำให้ฤทธิ์ของยาเพิ่มขึ้นหรือลดลงกว่าการใช้ยาชนิดหนึ่งชนิดใดเพียงลำพัง ซึ่งอาจทำให้ได้รับพิษจากยามากขึ้น หรือการรักษาไม่ได้ผลเนื่องจากฤทธิ์ของยาลดลง จึงต้องระวังชนิดของยาที่จะใช้ร่วมกัน ทั้งนี้ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์
  5. การแพ้ยา คือ การที่ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อยาที่ได้รับผิดไปจากปกติ เมื่อร่างกายรับยาเข้าไปจะกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า แอนติบอดีขึ้น และเมื่อได้รับยานี้ในครั้งต่อไป ก็จะกระตุ้นให้มีการหลั่งของสารบางอย่างเช่น ฮีสตามิน เป็นต้น ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดอาการแพ้ อาการแพ้ยาจะไม่เกิดขึ้นกับทุกคน และแต่ละคนก็จะแพ้ยาไม่เหมือนกัน อาการแพ้ยามีตั้งแต่อาการเล็กน้อย เช่น ผื่นคัน บวม เป็นต้น จนถึงเป็นมาก เช่น หลอดลมตีบ หลอดเลือดขยายมาก ซึ่งอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ถ้าเกิดอาการแพ้ยาให้หยุดยาทันที แล้วรีบพบแพทย์โดยด่วน
  6. การดื้อยา คือ ภาวะที่ร่างกายตอบสนองฤทธิ์ยาลดลง ทำให้ต้องเพิ่มขนาดของยามากขึ้น หรือทำให้ยาชนิดนั้นรักษาไม่ได้ผลต้องเปลี่ยนตัวยารักษาใหม่ ได้แก่ การดื้อยาปฏิชีวนะ หรือยาแก้อักเสบ เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากใช้ยาไม่ครบขนาด หรือใช้ๆหยุดๆ ทำให้ยานั้นไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้หมด เชื้อโรคที่เหลืออยู่จะสร้างภูมิคุ้มกันฤทธิ์ยานั้น เมื่อใช้ยาชนิดนั้นในครั้งต่อไปจะได้ผลน้อยลงหรือไม่ได้ผลเลย ยาบางชนิดจึงมีคำแนะนำให้กินหมดตามขนาด และเวลาที่ระบุเพื่อป้องกันการดื้อยา
  7. ใช้ยาผิดประเภท มีคนจำนวนมากที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้ยา เช่น ใช้ยาปฏิชีวนะเป็นยาลดไข้ ใช้ยาพวกสเตียรอยด์เป็นยาอ้วน ใช้แอมเฟตามีนเป็นยาขยัน ใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่เป็นยาบำรุงร่างกาย เป็นต้น ซึ่งอาจจะเกิดผลตามต้องการ แต่ก็จะมีอันตรายร้ายแรงกว่าผลที่ได้รับจากยานั้น จึงต้องระมัดระวังไม่ใช้ยาผิดประเภท

จงจำไว้เสมอว่า

ยาไม่ใช่อาหาร อาหารนั่นแหละคือยา แต่หากว่าจำเป็นต้องรักษาด้วยการทานยาก็ควรจะใช้ยาให้ถูกต้องเพื่อประโยชน์ในการรักษา แก่ร่างกายของเรา และเพื่อไม่เกิดโทษต่อร่างกายเมื่อใช้ผิดวิธี หากเห็นว่ามีประโยชน์อย่าลืมแชร์ต่อนะครับ

ผีเสื้อ

อ่านบทความดีๆเพิ่มเติม thai-web.net

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *